paran's profilePaRaN - J - JoNutPhotosBlogListsMore Tools Help

paran chiamchittrong

Occupation
jonut13@hotmail.com

PaRaN - J - JoNut

(กำลังเดินทาง)
April 15

จากปายถึงเสม็ด (ตอนที่ 3)

เช้าวันที่สองในปาย ผมถูกปลุกให้ตื่นตั้งแต่แสงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ด้วยลมหนาวที่สะกิดเรียกตลอดเวลา                  

      พอรู้สึกตัวพร้อมกับความหนาว(มาก) ผมรีบค้นเป้ที่วางอยู่ข้างเตียงเพื่อหาเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอมาห่อหุ้มร่างกาย ละอองไอที่ออกจากปากกับจมูกทำให้คาดเดาคร่าวๆ ได้ว่า อุณหภูมิขณะนี้น่าจะประมาณ 10 องศา ถ้าคิดเล่นๆ ต่อว่า ความร้อนในร่างกายของผมซึ่งอยู่ในระดับ 37 องศา กำลังเผชิญกับความต่างถึง 27 องศาเซลเซียส คิดแล้วก็อดทึ่งร่างกายของสัตว์โลกไม่ได้ เพราะนี่เป็นแค่ความต่างเดียวในหลายล้านอย่างที่คนเราต้องเจอ

     พอก้าวเท้าออกจากเกสต์เฮ้าส์ ถ้าให้พูดอย่างเท่ห์ๆ คงต้องบอกว่า นี่ผมกำลังอยู่ที่ไหนกัน ม่านละอองน้ำกระจัดกระจายอยู่เต็มบริเวณ พอเดินออกไปทางเดินขึ้นเขา สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าก็แสดงความสดใสออกมาเต็มที่ ผู้คนมากหน้าหลายตาขี่จักรยานและเดินสวนไปมา อากาศที่เข้ามาเต็มปอดคือความบริสุทธ์ที่คนกรุงเทพอย่างผมหลงลืมไปนาน บรรยากาศข้างท้างทำให้ความฉ่ำแทรกเข้ามาในหัวใจทีละน้อย ผมยิ้มรับของขวัญใหม่ที่ตัวเองเพิ่งได้ แล้วกลับไปที่เกตส์เฮ้าส์ เพื่อขี่มอเตอร์ไซล์คไปหาข้าวเช้าในตัวเมือง

     เช้าวันเสาร์ในปายไม่วุ่นวายนัก ถึงแม้มีนักท่องเที่ยวอยู่มากพอสมควร แต่ปายยังคงเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าวันคืนจะผ่านมานานเท่าไรก็ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือความเรียบง่าย สงบเงียบ เวลาของปายจึงเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือไม่แน่มันอาจเดินย้อนกลับในบางครั้งบางคราว ผมและนักเดินทางหลายคนถึงมีเวลาซึมซับสิ่งที่เห็นได้มากมาย

     ‘All about Coffee’ ร้านกาแฟที่ผมรู้จักผ่านหนังสือหลายเล่ม ภาพที่อยู่ตรงหน้าไม่ต่างจากในหนังสือมากนัก ตัวร้านและเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ทำจากไม้ ตกแต่งด้วยโปสการ์ดและรูปภาพสวยๆ ผมเลือกนั่งเก้าอี้ตัวในที่สุดของร้านเพราะอยากดูภาพชีวิตของผู้คนที่เข้ามาดื่มกินอาหารเช้าเหมือนผมและอีกหลายคนที่กำลังเดินปล่อยอารมณ์อยู่ข้างนอกได้ชัดๆ กาแฟหอมกรุ่นอุณหภูมิกำลังดีช่วยให้ผมรู้สึกอบอุ่นขึ้น เช่นเดียวกับ ภาพของสองแม่ลูกฝรั่งที่หยอกล้อกันสนุกสนานที่โต๊ะตัวแรก พี่ชายหนวดเฟิ้มที่เปิดแผนที่ปายดูอย่างจริงจัง เจ้าของร้านที่ประจำอยู่ที่เครื่องต้มกาแฟ หมาไทยหลังอานนอนขดตัวใกล้รถที่จอดหน้าร้าน ทุกสิ่งอย่างที่ดูกี่ทีก็เรียบง่าย แต่กลับทำให้ผมรู้สึกเป็นสุขมาก 

     บนโต๊ะไม้เรียบๆ ผมเหลือบเห็น มดตัวเล็กที่แบกเศษน้ำตาลที่ล่วงหล่น ในขณะนั้นรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากมันเลย ผมอาจเป็นมดแปลกถิ่นที่หลงเข้ามาอยู่ในเมืองที่มีน้ำตาลอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่ามองไปทางไหนจึงมีแต่กลิ่นหอมหวานเต็มไปหมด

     หลังจากขนมปังปิ้ง 2 แผ่น ไข่ดาว 1 ฟอง และกาแฟร้อนอีก 1 ถ้วยไปรวมตัวอยู่ในท้อง ผมหยิบแผนที่ปายขึ้นมากางบนโต๊ะ รูปดาวสีแดงคือสถานที่ที่ผู้รู้แนะนำว่า ทุกคนไม่ควรพลาด ส่วนรอยดินสอจางๆ คือสถานที่ที่ผมขีดไว้ขณะนั่งบนรถไฟว่าเป็นที่ที่ผม ไม่อยากพลาด'

     การมาปายครั้งนี้มีเพื่อนหลายคนบอกผมว่าอย่าลืมไปที่นั่น อย่าพลาดที่นี่ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมอาจไปได้ไม่ครบทุกแห่ง เพราะการมาครั้งนี้ส่วนตัวไม่ได้อยากตีสนิทปายถึงขนาดนั้น ความตั้งใจคือการทำความรู้จัก และสิ่งที่ผมสนใจตอนนี้คือบรรยากาศ มากกว่า สถานที่ บางทีการนั่งอ่านหนังสือธรรมดาหนึ่งเล่มในบรรยากาศที่ถูกใจอาจสนุกกว่าการปีนผาหรือเล่นน้ำตก แต่ใช่ว่าการเที่ยวแบบนั้นไม่ดี รอยดินสอของผมจึงถูกแต้มไว้คร่าวๆ ว่า มึง (ผมเอง) น่าจะไปที่ไหนบ้าง

     สัมภาระทั้งหมดถูกเก็บลงกระเป๋าอีกครั้ง เอาล่ะ ได้เวลาเดินทางไปหารอยดินสอแรกแล้ว

 

April 06

จากปาย ถึงเสม็ด (ตอนที่ 2)

 
   หลังจากฟังคำขอร้องของเปิ้ลกับก้อย ผมลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจชวนทั้งคู่ไปหาที่พักด้วยกัน
 
   มอเตอร์ไซล์คสองคันขับคู่กันไปบนถนนของอำเภอปาย ใครว่าอากาศปลายกุมภาพันธ์ของที่นี่ไม่หนาว เส้นขนบนตัวผมขอรวมตัวประท้วงอย่างแข็งขัน เทอร์โมมิเตอร์ที่แอบดูจากนักท่องเที่ยวผมทองคนหนึ่งช่วยผมยืนยันว่า อุณหภูมิในเวลาบ่ายสามโมงอยู่ที่ 21 องศาเซลเซียส ในใจแทบไม่อยากนึกถึงลมหนาวในเวลาสามทุ่มว่าจะเย็นยะเยือกแค่ไหน
 
   กลับมาที่เปิ้ล ก้อย และผม
 
   หลังจากที่เราสามคนไปเติมน้ำมันรถจนเต็มถัง ภารกิจต่อมาคือการไล่ตระเวนหาที่พักทั้ง โรงแรม และเกตส์เฮ้าส์ แต่หลายที่พวกเราทำได้แค่ผู้ผ่านทาง เพราะราคาในช่วงไฮ-ซีซั่นสูงเกินกว่าจำนวนเงินที่ผมวางแผนไว้ เวลาผ่านไปกว่าค่อนชั่วโมง ผมตัดสินใจไปเกตส์เฮ้าส์ที่เพื่อนแนะนำไว้ ซึ่งอยู่นอกตัวเมืองราว 2 กิโลเมตร ทั้งสองสาวตัดสินใจไปด้วย ไม่รู้เพราะเวลาช่วยให้เธอเริ่มไว้ใจผมมากขึ้น หรือหมดหนทางกันแน่ แต่แล้วเทวดาคงอยากให้แผนการเดินทางคนเดียวของผมบรรลุตามเป้า จึงส่งหญิงสาวอีกคนผ่านเส้นทางนี้มาแบบ 'พอดี'
 
   "เฮ้ย! เปิ้ล ก้อย มาที่ได้ไง" หลังจากประโยคสั้นๆ อัตราการเต้นหัวใจของผมกลับมาสู้เส้นทางปกติอีกครั้ง เมื่อบังเอิญ (เกินไป) ที่เพื่อนสนิทของเปิ้ลกับก้อยมาเที่ยวที่ปาย 'พอดี' เธอจึงรับทั้งคู่ไปอยู่เกตส์เฮ้าส์เดียวกัน รอยยางมอเตอร์ไซล์คที่เคลื่อนตัวออกนอกอำเภอปาย 2 กโลเมตรจึงเหลือแค่...คันเดียว
 
    บางทีผมอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตหนึ่งเราได้เจอคนมากหน้าหลายตา บางคนรู้จักกันเพราะเงื่อนไขของการเรียนและทำงาน บางคนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่สัญญาว่าจะรักกันจนวันตาย และหลายคนที่โคจรมาพบเจอในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วต้องย้ายแยกจากกัน กรณีหลังทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพี่นักเขียนคนหนึ่งที่บอกว่า "คนเราพบกันเพื่อจากลา" สำหรับผม เปิ้ล ก้อย เราอาจอยู่ในกรณีสุดท้าย แม้ในใจลึกๆ ผมเชื่อว่า ปายคงไม่กว้างใหญ่ขนาดที่เวลาสามวันของผมที่นี่จะทำให้เราเจอกันอีกไม่ได้
 
    ผมตัดสินใจฝากชีวิต 2 วันแรกที่ปายที่  'THE SUN HUT' เกสต์เฮ้าส์ขนาดย่อมที่มีความสวยงามและความสงบเงียบในระดับมาก 'พี่นิด' เจ้าของที่นี่เล่าให้ฟังว่า ผมเป็นคนไทยเพียงเปอร์เซนต์เดียวที่เลือกพักที่นี่ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยว ที่แบกความฝันและความอยากรู้อยากเห็นมาจากทั่วโลก เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ Lonely Planet บรรจงขีดเขียนใส่กระดาษว่า 'ปาย' คือสถานที่หนึ่งในประเทศไทยที่ไม่ควรพลาด
 
    หลังจากเก็บสัมภาระที่ห้อง ผมรู้สึกตัดสินใจถูกที่เลือกพักที่นี่ เพราะบรรยากาศที่อยู่ห่างจากเมืองทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ถ้าสามารถบันทึกลงใน Lonely Planet เพิ่มเติมได้ ผมอยากบอกว่า 'THE SUN HUT' คือเกตส์เฮ้าส์ในปายที่พลาดไม่ได้เช่นกัน ห้องพักที่ก่อสร้างด้วยอิฐเปลือย ห้องอ่านหนังสือกลางแจ้งที่มีเตาผิงไฟให้ความอบอุ่น โอบล้อมด้วยสีเขียวของต้นไม้น้อยใหญ่ และเสน่ห์ที่ผมชอบที่สุดคือ ความเงียบที่ทำให้ความคิดใหม่ๆ ก่อตัวขึ้นในหัวได้ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งแรกที่คิดออกคือ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ทำตามความตั้งใจที่ว่า ก่อนหมดหนาวจะมาที่ปายให้ได้
 
   ตกเย็นผมขี่มอเตอร์ไซลค์กลับไปที่ตัวเมือง ตอนนี้เองที่เริ่มรู้สึกว่าทำไมเพื่อนหลายคนถึงบอกว่า ปายคือสถานที่ที่ 'คนแบบผม' ต้องหลงรักแบบกระดูกดำ ช่วงเวลานั้นแสงอาทิตย์ก่อนลับขอบฟ้าอาบพื้นที่ทั้งหมดเป็นสีส้ม อากาศที่เย็นลงอีกทำให้ผมเริ่มวิตกว่าเสื้อหนาวที่สวมใส่อยู่อาจไม่พอซะแล้ว ทุกอย่างรอบตัวที่เคยธรรมดาเมื่อกลางวันเริ่มเปล่งความงดงามออกมาเรื่อยๆ ผู้คนเดินเลือกซื้อสินค้าตามแผงแบกะดินที่มีอยู่ตลอดสายถนน ผมโชคดีที่มาถึงในวันที่ปายมีงานถนนคนเดินพอดี บรรยากาศวันนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ช่วยให้คนเดินเดี่ยวอย่างผมไม่รู้สึกเหงาสักนิด
 
   ระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับรายละเอียดข้างทาง ข้อสันนิษฐานของผมเรื่องขนาดของปายก็เป็นจริง เมื่อสาวสองคนที่กำลังเดินสวนมาส่งยิ้มให้แต่ไกล ผมรีบเดินเข้าไปทักเปิ้ลกับก้อย เราเเลกเปลี่ยนความประทับใจในที่พักให้ต่างฝ่ายได้ฟัง คราวนี้ผมมั่นใจว่า ระยะห่างของคนไม่รู้จักเริ่มขยับเข้าใกล้มิตรภาพความเป็นเพื่อนมากขึ้น มื้อเย็นแรกที่ปาย ผมจึงได้เพือนร่วมโต๊ะอาหารถึงสองคน
 
  ผมย้อนคิดถึงประโยคที่ว่า 'คนเราพบกันเพื่อจากลา' อีกครั้ง แม้รู้สึกเชื่อคำพูดนี้อยู่ไม่น้อย แต่รู้สึกชอบคำว่า 'จากลาเพื่อพบเจอ' มากกว่าหลายเท่า 
   
  
    
March 24

จากปาย ถึงเสม็ด (ตอนที่ 1)

 
 
   ช่วงเวลาที่หายจากการบันทึกเรื่องราวไปกว่าเดือน ผมเดินทางไปยังสองสถานที่ซึ่งแตกต่างกันสิ้นเชิง ทั้งวิธีเดินทาง สถานที่ และเรื่องราวที่ได้กลับมา
 
   ประมาณปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมวางแผนตั้งใจไปเที่ยวอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน กับเพื่อนๆ เป็นแผนการและความตั้งใจที่คุยกันข้ามปี แต่วันเดินทางจริง สมาชิกที่เคยนับหัวกันราว 5 คน ถูกภาระส่วนตัวหน่วงเหนี่ยวกันถ้วนหน้า สุดท้าย วันออกเดินทางที่สถานีรถไฟหัวลำโพง จึงมีผู้ชายรูปร่างสันทัด แบกเป้ใบเขื่อง ข้างในประกอบด้วยอุปกรณ์ยังชีพและคลายเหงาสำหรับการอยู่ที่ปายเป็นเวลา 5 วัน เพียง... ลำพัง
 
   12 ชั่วโมงมนม้าเหล็ก 4 ชั่วโมงบอรถ บขส. อำเภอปายก็อวดโฉมให้เห็นผ่านสายตา อ้อ ลืมบอกไป ระหว่างทางผมได้เพื่อนใหม่ 3 คน คนแรกเป็นลุงใจดี พื้นเพเป็นคนสมุย นั่งรถไฟมาเชียงใหม่เพื่อเยี่ยมน้องชายที่ป่วยเข้าโรงพยาบาล แม้ลึกๆ ผมรู้ว่าแกรู้สึกกังวลเรื่องน้องชายอยู่ไม่น้อย แต่ลุงยังมีน้ำใจเข้ามาพูดคุยกับผมที่นั่งเหงาอยู่คนเดียวริมหน้าต่างรถไฟ บทสนทนาของเราอร่อยขึ้นด้วยเบียร์น้ำข้าวสีเหลือง หลายครั้งที่ผมได้เพื่อนในวงเหล้า นี่เป็นอีกครั้งที่มิตรภาพก่อตัวข้างๆ ฟองขาวที่กำลังไหลลงคอ
 
   ผมแยกกับลุงที่สถานนีรถไฟเชียงใหม่ และอวยพรขอให้น้องแกหายป่วยไวๆ ส่วนลุงบอกให้ผมได้อะไรจากการเดินทางคนเดียวให้มากที่สุด จากนั้นแกโบกมือลาพร้อมขึ้นรถสองแถวสีแดง ผมยืนส่งจนรถวิ่งลับหายไป ในใจอยากตอบลุงว่า ยังไม่ทันถึงปาย ผมก็ได้รับสิ่งดีๆ แล้ว
 
   รถ บขส. ใช้เวลาวิ่ง วน ขึ้น ลง เหวี่ยง รอบภูเขาที่ไม่กล้านับว่ากี่ลูกอยู่ 4 ชั่วโมงจนถึงที่หมาย เอาล่ะ สวัสดี 'ปาย' 
 
    ผมลงจากรถ ความรู้สึกตอนนั้นแปลกใจว่าทำไมที่นี่ถึงเต็มไปด้วยคำชื่นชมของนักท่องเที่ยวชาวสยามและฝรั่งหัวทอง จากการประมวลผลด้วยสายตาราว 5 นาที ผมไม่เห็นอะไรนอกจากตึกแถว ตึกแถว และตึกแถว ระหว่างที่คำถามบินวนรอบหัว เสียงเล็กๆ ก็โฉบเข้าถึงหู "ขอโทษคะ เรากำลังหาร้านเช่ามอเตอร์ไซล์ค รู้มั้ยว่าอยู่ไหน คือเราสองคนเพิ่งมาที่ปายครั้งแรก"
 
   ผมหันไปดู เจ้าของเสียงคือ ผู้หญิงรูปร่างเล็ก หน้าตาน่ารักสองคนที่หน้าตามึนงงสุดชีวิต พอรู้ว่าผมเพิ่งมาครั้งแรกเหมือนกัน ใบหน้าของเธอก็เพิ่มความทุกข์อีกอารมณ์ เห็นอย่างนั้นต่อมสุภาพบุรุษของผมดีดตัวพุ่งพล่าน ที่สำคัญจะมาหน้าแตกแบบนี้ไม่ได้ ผมตัดสินใจชวนเปิ้ลกับก้อย (ชื่อของสองสาว) เดินหาร้านเช่ามอเตอร์ไซลค์ด้วยกัน  
 
   ผมเปิดโฉนดแผนที่ที่เพื่อนเขียนให้ โชคดีวิชาภูมิศาสตร์ของผมค่อนข้างแน่น เราจึงเจอร้านมอเตอร์ไซล์คได้ไม่ยาก สนนราคาตกคันละ 100 บาทต่อวัน เมื่อได้พาหนะเรียบร้อย เรื่องต่อมาคือสถานที่พักข้างแรมในคืนนี้ เนื่องจากผมไม่ได้จองห้องพักตั้งแต่อยู่กรุงเทพ เพราะอยากได้ความรู้สึกของการเดินหาในสถานที่จริง พอได้กุญแจรถเครื่องสีดำ ผมจึงสตาร์ตรถแล้วอวยพรให้เปิ้ลกับก้อยโชคดี สองสาวทำสีหน้าวิตกก่อนบอกว่า "เราไม่รู้จะนอนที่ไหน เธอพอรู้จักที่พักมั้ย หรือเธอนอนที่ไหนล่ะ ขอไปด้วยสิ"    
  
   ผมดับเครื่องมอเตอร์ไซล์ค บรรยากาศโดยรอบคล้ายหยุดนิ่งราว 2 วินาที หลังจากนั้นความคิดแรกจึงเดินทางมาถึง...
 
   เอาแล้วไงมึง ไอ้โจนัท  (อย่ากังวล... ผมแค่พูดในใจ)  
 
February 10

กำลัง... วาเลนไทน์

 
   รอวาเลนไทน์อยู่หรือเปล่าครับ
 
   เชื่อเหลือเกินว่า หลายคนอาจรอวันที่ 14 กุมภามาตั้งแต่จบวาเลนไทน์ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปหลายพันปีก่อน วันนี้คือวันที่เซนต์วาเลนไทน์ถูกลงโทษ หลังจากแอบจัดพิธีแต่งงานลับๆ ให้เหล่านักรบแห่งกรุงโรม ทั้งที่จักรพรรดิ คราวเดียสที่ 2 ห้ามไม่ให้เหล่าทหารหาญแต่งงาน เพราะกลัวว่า หากนักรบมีครอบครัวจะทำให้คุณภาพของกองทัพด้อยประสิทธิภาพลง ผลคือเซนต์ สาเลนไทน์ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 269 ตอนอยู่ในคุกรอการประหาร ท่านได้เขียนจดหมายถึงคู่รัก โดยลงท้ายว่า “จากวาเลนไทน์ของเธอ” หรือ From your Valentine ซึ่งกลายเป็นประโยคนิยมในจดหมายรักของชาวคริสติ์สมัยหนึ่ง
 
   วันแห่งความเศร้าของผู้หญิงคนหนึ่งกลายเป็นวันที่หญิงชายทั่วโลกรอคอย
 
   หลายปีก่อนผมรอวันนี้ด้วยใจจดจ่อ น่าเสียดายที่สองปีที่ผ่านมานี้ ทำได้เพียงนั่งเฝ้ามองความรักผ่านกระจกกลมใส แทนที่จะเป็นก้อนเนื้อสีชมพูอย่างใครเขา อาการกระตุกจึงเกิดที่ดวงตาแทนที่จะเป็นหัวใจ เพื่อนๆ เรียกอาการนี้ว่า อิจฉา แต่ขอเติมภาษาปากของตัวเองว่า โคตรอิจฉา...
 
   บางทีผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า เซนต์วาเลนไทน์จะรู้สึกอย่างไรที่ความตั้งใจสร้างสรรค์ความรักที่สมบูรณ์ของท่าน ได้ส่งผลตามมากว่า 2,000 ปี บางคนบอกว่าชีวิตขับเคลื่อนด้วยความรัก หลายคนแปลกใจว่าความรักมีพลังถึงขนาดนั้นได้เลยหรือ โรมิโอรักกับจูเลียตและจบด้วยความตาย แจ็ครักกับโรสและจบด้วยการพลัดพราก กว่าอังสุมารินจะรู้ในตัวเองโกโบริก็ใกล้จากลา หนังหลายๆ เรื่องจบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่ผมเชื่อว่าในช่วงเวลาแห่งทุกข์เหล่านั้นมักมีอีกสิ่งที่เรียกว่า สุขนาฏกรรม ซ่อนอยู่มิใช่หรือ
 
   เพื่อนคนหนึ่งของผมกำลังเขย็ดขยาดความรัก ชอบใครก็ไม่กล้าบอกเพราะว่ากลัวผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก โศกนาฏกรรมจึงทำงานได้โดยปราศจากสุขนาฏกรรม ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เขาคิดหรือไม่ทำเป็นเรื่องผิดหรือถูก แต่ชีวิตคงเฉาแย่ถ้าไม่รู้จักเสพความสุขเสียบ้าง แม้หนทางจะท้าทายแค่ไหน แต่คำพูดที่ว่า ไม่ลองไม่รู้ ก็ซ่อนความจริงอยู่บ้าง เขียนจบผมตั้งใจบอกเขาอีกครั้งว่า "เพื่อนๆ มีความรักกันหมดแล้ว อย่ามัวแต่กำลังเดินทางจนเพลิน.."
 
   สุดท้ายขอให้ทุกคนมีความรักที่ดีในวันวาเลนไทน์ครับ ... From your Paran/Jonut
February 03

กีฬากับการแข่งขัน

 
    วันนี้มีกีฬากับการแข่งขัน
 
   'Sport Day' แล้ววันนี้ก็หวนมาอีกหน กับวันกีฬาสีของบ.อมรินทร์ งานเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว เราประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อโดนรถเก๋งขนาดเล็ก แต่บรรจุด้วยผู้โดยสาร 5 ชีวิต ทับเท้าซ้ายเต็มเหนี่ยว จะเอาเรื่องคนผิดก็ทำไม่ได้ เพราะพี่ท่านคือบก.กรูเอง...
   วันนั้นเลยไม่ได้อยู่ในงานนานเท่าไร เพราะต้องออกไปเอ็กซเรย์กระดูกที่โรงพยาบาล โชคยังดีที่หมอระบุอาการแค่ 'ซ้น' เท่านั้น แต่ถึงยังไงก็จำได้ว่าเป็นการเชียร์ที่สนุก ก่อนหน้านั้น วันซ้อมมีแต่เสียงหัวเราะ ประมาณว่า ไม่จริงจัง แต่เอาจริง แถมมีความสนุกสอดแทรกอยู่ตลอดเวลา
 
  มาถึงปีนี้ Sport Day ไม่สนุกเหมือนเก่า การแข่งกีฬา ถูกถอดความหมายยืดยาวจนเหลือเพียงคำว่า 'แข่งขัน' ทุกอย่างดูอาจริงเอาจังเช่นเดิม แต่ความสนุกกลายเป็นความเครียด มิตรภาพที่ควรได้จากกีฬากลายเป็นความหมาดหมางเล็กๆ การเล่นรุนแรงของนักกีฬายังพอรับได้ แต่การห้ำหั่นเกินพอดีของแสตนด์เชียร์ ทำให้คุณค่าของกีฬาดูด้อยลง พอแพ้กีฬาก็บอกว่าอย่างน้อยเราสมองดีกว่าเขา.. ฟังแล้วรู้สึกดูแคลนคนพูดอยู่บ้าง
 
  ถ้าเข้าใจไม่ผิดเพี้ยน กีฬาน่าจะสร้าง มิตรภาพ ร่างกายที่แข็งแรง และเพื่อนมิใช่หรือ แต่บางคนกลับมองมุมของการแข่งขันด้านเดียว ทุกสิ่งมักมีสองด้านอยู่เสมอ โลกที่เคยว่าแบนถูกพิสูจน์ว่ากลม แต่ทำไมจิตใจของบางคนไม่ยอมกลมสักที
 
Photo 1 of 8

Weather

Loading...